ศิษย์เก่าปริญญาเอก รุ่นที่ 3 ดร.ปุณฑริกา รวิกุล ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

       สวัสดีค่า...วันนี้แอดมินมีบทสัมภาษณ์ ศิษย์เก่าปริญญาเอก รุ่นที่ 3 อีก 1 ท่านจ้า.. ได้แก่... ดร.ปุณฑริกา รวิกุล ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตอนเรียนป.เอกที่นิเทศ@นิด้า อาจารย์ทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง “Marketing Communication Processes and Psychological Classification for the Gender Reassignment Health Service Industry in Thailand through the Six Buddhist Temperaments” อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์: อ.ดร.วิเชียร ลัทธิพงศ์พันธ์

...หลายคนคงสงสัยแล้วว่า...ทำไมอาจารย์ถึงสนใจทำวิจัยเรื่องนี้...? แล้วช่วงเก็บข้อมูลเป็นอย่างไร...? ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลยจ้า..

ทำไมถึงสนใจทำวิจัยเรื่องนี้...?

       “ด้วยตนเองมาจากสายวิชาชีพที่ไม่เคยทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยในลักษณะเป็นวิชาการใดๆเลย ทั้งหมดคือเริ่มต้นจากศูนย์ เริ่มด้วยความสนใจคำสอนเรื่องจริตหกในพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเห็นว่าคำสอนดังกล่าวมีเพื่อลดละกิเลสมนุษย์ หากประยุกต์ใช้ในทางกลับกันก็น่าจะสามารถกระตุ้นกิเลสเพื่อผลด้านการสื่อสารการตลาดได้เช่นกัน จากนั้นจึงมองหา Object of Study โจทย์จากอาจารย์ที่ปรึกษา
คือ 1) เป็นเรื่องที่ตนเองสนใจ 2) ขายได้ และ 3) ฟังแล้ว Wow สุดท้ายมาลงตัวที่บริการศัลยกรรมเพื่อการข้ามเพศ เป็นการจับกระแสสังคมที่เรียกร้องสิทธิและการยอมรับในความหลากหลายทางเพศที่มีมากขึ้นทั่วโลก เชื่อมโยงมาถึงศักยภาพที่โดดเด่นด้านการบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการศัลยกรรมแปลงเพศในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการบริการดังกล่าวของโลก นอกจากนี้ งานวิจัยนี้มีมิติมากมายให้ศึกษา ทั้งประเด็นเรื่องเพศกับการศัลยกรรมเปลี่ยนเพศ การสื่อสารการตลาดสุขภาพกับกฎหมาย และศาสนากับจิตวิทยา การปรุงทั้งหมดให้กลมกล่อมเป็นเรื่องเดียวกัน ถือเป็นสิ่งท้าทายนักวิจัยหน้าใหม่เป็นอย่างมาก”

แล้ว..ช่วงเก็บข้อมูลเป็นอย่างไรบ้าง...?

       “นี่คือช่วงเวลาที่สนุกและเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดงานวิจัยนี้แบ่งการเก็บข้อมูลเป็น 2 ส่วนใหญ่ 1)จากการสัมภาษณ์ผู้ให้บริการ ซึ่งก็คือบุคลากรทางการแพทย์และนักการตลาดที่ทำงานในธุรกิจดังกล่าว และ 2)จากการสัมภาษณ์และแจกแบบสอบถามผู้รับบริการ ซึ่งก็คือ ชายและหญิงข้ามเพศ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยใช้ทักษะที่ต่างกันในการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่าง ส่วนผู้ให้บริการ การขอสัมภาษณ์จะเป็นกิจจะลักษณะ
มีการนำส่งจดหมายเทียบเชิญอย่างเป็นทางการก่อน ปัญหาที่พบคือ แต่ละท่านคิวทอง ก็ต้องอาศัยลูกตื้อที่สม่ำเสมอและอ่อนน้อมในการติดต่อนัดหมาย เมื่อถึงวันสัมภาษณ์ทุกท่านยินดีตอบคำถามอย่างเป็นกันเองได้ทั้งสาระและความสนุกจากการสนทนา ในส่วนผู้รับบริการ แรกๆ การเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างนั้นยากมาก จึงเริ่มต้นจากการไปทำความรู้จักกับผู้นำกลุ่มบุคคลข้ามเพศ ไปร่วมทำกิจกรรมต่างๆกับพวกเขาเพื่อสร้างความสัมพันธ์และขอความร่วมมือ ซึ่งตนเองก็สนุกไปด้วยที่ได้ทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ทำมาก่อน เช่น การเข้าไปนั่งเม้าท์มอยกับกลุ่มนักแสดงคาบาเร่ต์โชว์หลังเวที และเห็นเบื้องหลังการทำงานของพวกเขา หรือ การเป็นผู้หญิงคนเดียวในงานที่เต้นเพลง I will survive ท่ามกลางกลุ่มบุคคลข้ามเพศ ทำให้ได้ทั้งเพื่อนใหม่และกลุ่มตัวอย่างที่มาเข้าร่วมการวิจัยมากถึง 550 ท่าน”

สุดท้ายนี้... อยากให้ช่วยแนะนำการทำวิทยานิพนธ์ให้กับน้องๆ เพื่อนๆ หน่อยค่ะ

       ถ้าให้เปรียบเปรยการเรียนปริญญาเอกและทำดุษฎีนิพนธ์คงเป็นเหมือนกับการปีนเขา ก่อนอื่นต้องเลือก ‘เขาที่เรารัก’ ให้เจอก่อนแล้วเราจะมีกำลังใจปีนขึ้นไปพิชิต เราแหงนคอมองเห็นยอดเขาอยู่ลิบ ๆ ไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนหรือนานเท่าไรกว่าจะถึง รู้เพียงแค่ว่ามันมีอยู่จริง ในระหว่างทางบางทีก็เป็นทางเรียบให้เดินสบาย แต่บ่อยครั้งที่เจอทางขรุขระหรือลาดชัน บางคราวเราเดินหลงทาง และก็มีบ้างที่หยุดพักเหนื่อยนานไปหน่อย บางวันอากาศดี บางวันก็ร้อน เจอหนาว หรือพายุเข้า สารพัดอุปสรรคเข้ามาทดสอบ แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยคือการถอดใจหันหลังกลับ
ต้องเดินหน้าลุยเท่านั้น ไม่มีสักวินาทีเดียวที่คิดว่าจะทำไม่สำเร็จ สุดท้ายวันที่พิชิตยอดเขา เราจะได้เห็นวิวบนนี้ที่สวยสมความตั้งใจ ไม่ได้สวยเพราะเราได้ยืนอยู่เหนือใครๆ แต่สวยจากได้ระลึกถึงความทรงจำที่มีค่าระหว่างทาง จำไว้ว่าเขาลูกนี้เราไม่ได้ปีนแข่งกับใครทั้งสิ้น แต่เราแข่งกับตัวเราเอง เพื่อเอาชนะตนเองให้ได้ ‘ยอดเขา’ ที่ว่าสูงลิบก็จะเป็นของ ‘เราผู้พิชิต’