ปรากฏการณ์ Cancel Culture

"ปรากฏการณ์ Cancel Culture คือ การเลิกสนับสนุน ซึ่งช่วยเสริมพลังให้กับคนปกติธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มคนที่ไร้เสียง ไร้อำนาจ หรือด้อยโอกาส " รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก และผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสื่อสารองค์การและกิจการนักศึกษา

.

Cancel Culture คือ ปรากฏการณ์แบน คว่ำบาตร หรือถอนตัวจากการสนับสนุนในสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือขาดความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สินค้า ดารา ศิลปิน คนดัง รายการโทรทัศน์ หรือองค์กรภาครัฐและเอกชน ปรากฏการณ์ Cancel Culture เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในต่างประเทศ และกำลังสร้างปรากฏการณ์ขึ้นในสังคมไทย

.

ก่อนปรากฏการณ์ Cancel Culture ที่เรารู้จักหรือเคยพบเห็นมาก่อน คือ การติดแฮชแท็ก (#) #Save… #Prayfor… ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ แฮชแท็ก (#) เพื่อแสดงออกถึงการปกป้องหรือแสดงความเห็นใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต่อมาจึงเริ่มมีการใช้แฮชแท็กเพื่อตอบโต้อะไรบางอย่าง เรียกร้องความยุติธรรม และนำไปสู่การแบน จนเกิดประเด็นให้มีการถกเถียงมากมาย ถึงความเหมาะสมและขอบเขตของ Cancel Culture

.

รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก และผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสื่อสารองค์การและกิจการนักศึกษา ให้ความเห็น 3 ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ Cancel Culture ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ว่าเป็นประเด็นของสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์และ Social Media ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างปรากฏการณ์ให้เกิดขึ้น โดยเสริมพลังให้กับมวลชนและทำให้เกิดดุลยภาพเชิงอำนาจ สรุปได้ดังนี้

.

ในมิติของการสื่อสาร พื้นที่สื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย มีบทบาทสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและแสดงการมีส่วนร่วมต่อเหตุการณ์บ้านเมืองให้กับคนทั่วไป ซึ่ง Cancel Culture เป็นเรื่องของการเรียกร้องให้มีการร่วมกันแสดงพลังต่อเหตุการณ์บางอย่าง โดยใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ทำให้เกิดการผนึกพลังอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมาก

.

ปรากฏการณ์ Cancel Culture คือ การเสริมพลังให้กับคนธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มคนที่ไร้เสียง ไร้อำนาจ หรือด้อยโอกาส ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย และไม่ได้กำลังเผชิญเหตุการณ์นั้นโดยลำพังอยู่คนเดียว แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ตกอยู่ในชะตากรรมหรือเหตุการณ์แบบเดียวกัน เกิดเป็นความรู้สึกร่วม มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน นำมาสู่การรวมพลังกันในที่สุด

.

Cancel Culture ในเมืองไทยมักจะเกิดขึ้นกับศิลปินดารา บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือแบรนด์สินค้าต่าง ๆ หากเราพูดในเชิงอำนาจคนกลุ่มนี้ล้วนมีอำนาจที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไป เช่น Celebrity หรือดารานักร้อง มีอำนาจเหนือกว่าคนธรรมดา ในแง่ของความมีชื่อเสียง รายได้ อาชีพ และสถานะทางสังคม เช่นเดียวกับแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรใหญ่ มีกำไรและเงินทุนมากมาย ซึ่งอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบคนในสังคมตัวเล็ก ๆ

.

Cancel Culture ได้เข้ามาเสริมพลังให้กับผู้บริโภค แฟนคลับหรือกลุ่มผู้ติดตาม มีอำนาจในการต่อรอง ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจหรือเกิดการสลับขั้วอำนาจขึ้นได้ เพราะชื่อเสียงและรายได้ของผู้มีอำนาจเหนือกว่านั้น ได้มาจากแรงสนับสนุนของคนตัวเล็ก ๆ หลายล้านเสียงรวมกัน หากเราเป็นผู้บริโภคที่สามารถทำให้แบรนด์สินค้ามีกำไร หรือคนดังมีผู้ติดตาม เราก็อยากให้คุณตอบแทนเรากลับมาบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนกันว่าถ้าคุณอยากให้เราซื้อสินค้า ให้การสนับสนุนคุณต่อไป คุณก็ควรจะทำอะไรเพื่อเราบ้าง

.

แล้ว Cancel Culture สามารถทำได้แค่ไหน เส้นบาง ๆ ที่กั้นอยู่ระหว่าง Cancel Culture กับการ Bully หรือการ Harassment จะสามารถแยกให้แตกต่างกันได้อย่างไร รศ.ดร.อัศวิน ระบุว่า “ตราบใดที่เป็นการเรียกร้องจากผู้มีอำนาจด้อยกว่าไปสู่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า นั่นคือ Cancel Culture แต่ถ้า ผู้มีอำนาจออกมาเรียกร้องต่อคนที่ด้อยกว่านั่นไม่ใช่ Cancel Culture เพราะถ้าคุณมีความได้เปรียบทางสังคมอยู่แล้ว แต่มาทำแบบนี้กับคนที่ด้อยกว่านั่นคือการกดขี่และละเมิดผู้อื่น”

.

จากปรากฏการณ์ในสังคมปัจจุบันทั้งคนดัง บุคคลสาธารณะ แบรนด์ และประชาชนทั่วไป ต่างมีสิทธิเรียกร้องให้เกิดการแสดงความคิดเห็น ประชาชนมีสิทธิ์เรียกร้องให้คนดังหรือแบรนด์สินค้าออกมาแสดงออก หรือกระทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบแทนพวกเขาบ้าง ขณะเดียวกัน คนดังก็มีสิทธิเลือกได้ว่าจะแสดงความคิดเห็นหรือไม่ หรืออาจแสดงในทางตรงกันข้ามกับการเรียกร้องก็ย่อมทำได้ แต่ต้องยอมรับกระแสโต้กลับหรือการแบนที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

.

กระแส Cancel Culture เป็นการเรียกร้องให้เกิดการรับผิดชอบ ทั้งรับผิดและรับชอบของบุคคลสาธารณะต่อกลุ่มผู้สนับสนุน บุคคลสาธารณะมีหลายบทบาททั้งดารา นักร้อง ศิลปิน นักกีฬา หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ผู้นำทางการเมือง กลุ่มนี้คือบุคคลสาธารณะทั้งหมดเพราะพวกเขาได้รับ Privilege จากแรงสนับสนุนและเป็นตัวแทนของกลุ่มคน เพราะฉะนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งคงหนีไม่พ้นว่า สาธารณะจะเรียกร้องอะไรบางอย่างจากเขาเหมือนกัน ถ้าเขารับตรงนั้นไม่ได้ก็ต้องยุติบทบาทหรือลาออกไป หยุดแสดงภาพยนตร์หรือละคร ถ้าหากรับสถานการณ์ไม่ได้ก็ไม่ควรมาแบกรับตำแหน่งแบบนี้ เพราะนั่นมาพร้อมกับสถานะที่เขาเป็นและได้รับ

.

สอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของ Anne Charity Hudley หัวหน้าฝ่ายภาษาศาสตร์ของ University of California Santa Barbara ซึ่งพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ Cancel Culture ในต่างประเทศ และกล่าวถึงกรณีการแสดงออกด้วยการแบนว่า เป็นวิธีการโดยภาพรวมในการแสดงออกของคนในสังคม เราเคยยกระดับสถานะทางสังคมของคนดัง เราก็สามารถที่จะไม่ให้ความสนใจกับคนดังแบบที่เคยทำได้ โดยกล่าวว่า “เราอาจไม่ได้มีพลังอันยิ่งใหญ่อะไร แต่พลังที่เรามี คือ การเพิกเฉยหรือมองข้ามต่อการมีตัวตนของคุณ” (Aja Romano, 2021)

.

ที่มา : Aja Romano (2021) https://bit.ly/3ldxg88

เรียบเรียงโดย : นางสาวกฤติยาภรณ์ ลงอ่อน

ภาพประกอบโดย : นางสาวณิชกานต์ พุทธิเสาวภาคย์

นักศึกษาทุนปริญญาโท

คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ รุ่นที่ 15